เอไอเอสตระหนักถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ ทั้งจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่ส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม และแนวโน้มกฎระเบียบรวมถึงความคาดหวังด้านสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้นจากผู้มีส่วนได้เสีย บริษัทจึงบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งการเสริมความยืดหยุ่นของโครงข่าย (Climate Adaptation) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม (Climate Mitigation) ขณะเดียวกัน ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เอไอเอสมุ่งพัฒนาและขยายบริการเทคโนโลยี เช่น 5G โครงข่ายใยแก้วนำแสง IoT คลาวด์ และศูนย์ข้อมูล เพื่อช่วยภาคธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมสร้างการเติบโตที่สมดุลและยั่งยืนร่วมกับสังคมและสิ่งแวดล้อม

เป้าหมาย

ปี 2573

ลดความเข้มข้นในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG emissions intensity) โดยคิดจาก สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรง (GHG Scope 1) และทางอ้อม (GHG Scope 2) รวมกันต่อปริมาณการใช้งานข้อมูลลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2567

หมายเหตุ: เอไอเอสได้ปรับใช้เป้าหมายนี้ตั้งแต่ปี 2567 เนื่องจากการเข้าซื้อกิจการใหม่ ซึ่งทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

ผลการดำเนินงาน

ปี 2568

ความเข้มข้นของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ขอบเขตที่ 1 และ 2) เป็น 0.016
ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปริมาณการใช้งานข้อมูล คิดเป็นสัดส่วนที่ลดลง
ร้อยละ 9
เมื่อเทียบกับปีฐาน 2567 รวมกันต่อปริมาณการใช้งานข้อมูลลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2567
แนวทางการดำเนินงาน
โครงสร้างการกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เอไอเอสกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติการ
  • คณะกรรมการบริษัท: กำหนดทิศทางและกำกับติดตามภาพรวม
  • คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน: จัดทำนโยบาย กำหนดเป้าหมาย และติดตามผลการดำเนินงาน
  • คณะกรรมการบริหารและผู้บริหารระดับสูง: ขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่การปฏิบัติในทุกหน่วยธุรกิจ

การดำเนินงานครอบคลุมการบริหารความเสี่ยง การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายระยะยาวและการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร

เอไอเอสยังได้จัดทำนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางธรุกิจ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

ลดผลกระทบเชิงลบจากการดำเนินธุรกิจที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในทุกโอกาสที่เหมาะสม
ประเมินและจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด
อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและปกป้องโลกของเรา
ส่งเสริมดิจิทัลโซลูชันที่ช่วยให้ผู้ใช้งานและธุรกิจสามารถรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม

สำหรับกลยุทธ์การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก ได้แก่

  1. การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : โดยมุ่งเสริมความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานและการดำเนินงาน เพื่อรองรับความเสี่ยงจากเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศในการวางแผนการลงทุน การบริหารสินทรัพย์ และการจัดทำแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อให้บริการมีความพร้อม มั่นคง และต่อเนื่องในระยะยาว
  2. การบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : โดยดำเนินการตามแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างครอบคลุม ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า และการบริหารการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านความร่วมมือกับคู่ค้าและการส่งเสริมบริการดิจิทัลและโซลูชันคาร์บอนต่ำ
แผนงานลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

บริษัทพัฒนาแผนงานลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization Roadmap) เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านอันเนื่องจากนโยบายและกฎระเบียบใหม่ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แบ่งออกเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่

  1. Greener Products & Services – ปรับปรุงกระบวนการผลิตและบริการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานด้วย AI และนวัตกรรม เปลี่ยนอุปกรณ์โครงข่ายและศูนย์ข้อมูล ออกแบบร้านค้าและคลังสินค้าให้เกิดการประหยัดพลังงาน พร้อมติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่สถานีฐาน อาคารชุมสาย ศูนย์ข้อมูล และอาคารต่าง ๆ
  2. Greener Corporation – ยกระดับการดำเนินงานของส่วนงานสนับสนุน อาทิ การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร การเปลี่ยนยานพาหนะสันดาปไปเป็น Hybrid หรือ EV
  3. Greener Supply Chain – จัดซื้อจัดหาสินค้าและบริการคาร์บอนต่ำ รวมถึงสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของคู่ค้าในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  4. Greener Business Growth – บูรณาการด้าน Climate เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งการพิจารณาวางแผนสำหรับการลงทุนขยายธุรกิจในอนาคต

ทั้งนี้ บริษัทมุ่งมั่นบริหารการลงทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก โดยพิจารณาปัจจัยด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในกรอบการพิจารณางบประมาณประจำปี ทุกโครงการที่มีแนวโน้มปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะได้รับการประเมินเพื่อเลือกแนวทางที่ปล่อยก๊าซน้อยกว่า พร้อมทั้งดำเนินการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทั้งทางเทคนิค และทางการเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนสอดคล้องกับเป้าหมายการลดคาร์บอนของบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การดำเนินงานในปี 2568
การเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน
ในปี 2568 เอไอเอสได้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนผ่านการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มเติม ณ สถานีฐานและอาคารชุมสาย เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในการดำเนินธุรกิจ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Thailand Taxonomy) และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอสในการบูรณาการหลักความยั่งยืนเข้ากับการประเมินและพัฒนากิจกรรมทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
แหล่งพลังงานทดแทน
13,482  แห่ง
ผลิตไฟฟ้าสะอาดได้
60,106  เมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้
30,047  ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
โครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานโครงข่ายด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์
เอไอเอสประยุกต์ใช้ AI ในการบริหารจัดการพลังงานของสถานีฐานทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย โดย AI สามารถวิเคราะห์ลักษณะการใช้ งานเครือข่าย อาทิ Traffic Load และพฤติกรรมของผู้ใช้งานในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้สามารถควบคุมและปรับอัตราการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ในโครงข่ายให้สอดคล้องกับสภาวะการใช้งานจริงได้อย่างเหมาะสมและเป็นอัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง (Continuous Optimization)
ประหยัดไฟฟ้าได้
38,321  เมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้
19,157  ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
โครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานศูนย์ข้อมูลผ่านการบริหารอุปกรณ์
บริษัทดำเนินงานด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของศูนย์ข้อมูล (Data Center) อย่างต่อเนื่อง โดยตรวจสอบการใช้งาน อุปกรณ์ภายในศูนย์ข้อมูลเพื่อระบุอุปกรณ์ที่ครบอายุการให้บริการ (End of Service) หรือมีสภาพเสื่อมจนการซ่อมแซมไม่คุ้มทุน และดำเนินการถอดถอนออกจากระบบตามความเหมาะสม ซึ่งในปัจจุบันได้ดำเนินการแล้วในศูนย์ข้อมูลจำนวน 3 แห่ง และมีแผนขยายผลไปยังศูนย์ข้อมูลอื่น ๆ ในระยะถัดไป จากการดำเนินงานดังกล่าว สามารถประหยัดไฟฟ้าได้ 876 เมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 416 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
นอกเหนือจากโครงการสำคัญดังกล่าวข้างต้น บริษัทดำเนินโครงการต่าง ๆ ตามแผนงานลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization Roadmap) อย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2573 อาทิ การพัฒนาระบบทำความเย็นอัจฉริยะ การปรับปรุงอาคารให้มีประสิทธิภาพพลังงานสูง การเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และการส่งเสริมการใช้ยานพาหนะปล่อยมลพิษต่ำ เพื่อสนับสนุนการลดการใช้พลังงานและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รายงานการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนประจำปี 2568
การพัฒนาระบบจัดการสิ่งแวดล้อมและการให้ความรู้พนักงาน
เอไอเอสได้ดำเนินการขอการรับรองมาตรฐาน ISO 14001:2015 สำหรับศูนย์ข้อมูลจำนวน 2 แห่ง โดยผ่านการตรวจประเมินจากผู้ตรวจสอบอิสระ อีกทั้ง ยังดำเนินการตรวจสอบภายในศูนย์ข้อมูลอื่นๆ ของบริษัทเป็นประจำทุกปี โดยทีมผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) ที่ผ่านการอบรมและได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 นอกจากนั้น ยังมีการจัดอบรมให้ความรู้พนักงานในฝ่ายงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการทำงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของ ISO 14001:2015 และมาตรฐานด้านการจัดการพลังงานตามมาตรฐาน ISO 50001 ดูรายละเอียดการรับรองระบบจัดการสิ่งแวดล้อมได้ที่หัวข้อ เอกสารที่เกี่ยวข้อง
การบริหารจัดการน้ำในเอไอเอส
เอไอเอสดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้น้ำในปริมาณสูงเมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรมหนักอื่น ๆ การใช้น้ำของบริษัทส่วนใหญ่เป็นใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน เช่น การอุปโภคบริโภคภายในอาคารสำนักงานและสถานที่ปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตาม บริษัทมีศูนย์ข้อมูล (Data Center) 2 แห่ง (จากทั้งหมด 11 แห่ง) ที่ใช้น้ำเป็นตัวกลางในการระบายความร้อน ซึ่งมีการใช้น้ำสูงกว่าการดำเนินงานทั่วไป บริษัทจึงให้ความสำคัญการบริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพ โดยใช้น้ำจากผู้ให้บริการน้ำประปาที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายในพื้นที่ และไม่ดึงน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง รวมถึงดำเนินการตรวจสอบและควบคุมอัตราการหมุนเวียนน้ำในระบบหล่อเย็น (Cooling Water Circulation Rate) อย่างเหมาะสม นับเป็นแนวทางการลดการใช้น้ำใหม่ พร้อมทั้งซ่อมแซมและบำรุงรักษาอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ
อีกทั้งบริษัทได้ตรวจสอบคุณภาพน้ำใช้โดยหน่วยงานอิสระ และการตรวจวัดปริมาณและคุณภาพน้ำทิ้งจากระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำทิ้งที่ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมเป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ในปี 2568 บริษัทมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำ (Water-related Risks) ประมาณ 3 ล้านบาท ครอบคลุมการซ่อมบำรุงและปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบระบายความร้อนในศูนย์ข้อมูล เพื่อสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินงานและการบริหารการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับทรัพย์สินประเภทอื่น ๆ ในระดับองค์กร (company-wide actions) เช่น อาคารสำนักงาน อาคารชุมสาย คลังสินค้า ซึ่งมีการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคทั่วไป บริษัทส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความตระหนักรู้ให้แก่พนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการใช้น้ำที่ไม่จำเป็นในการดำเนินงานประจำวัน พร้อมทั้งดำเนินการจัดการน้ำเสียอย่างมีความรับผิดชอบ โดยมีการบำบัดน้ำเสียให้เป็นไปตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมก่อนปล่อยสู่ระบบสาธารณะ ขณะที่ทรัพย์สินที่บริษัทเช่าจากบุคคลภายนอก แม้ว่าหน้าที่หลักในการบริหารจัดการน้ำจะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของเจ้าของทรัพย์สิน บริษัทได้ดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเท่าที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำอย่างรับผิดชอบและคุณภาพน้ำใช้ที่เหมาะสม เช่น การติดตั้งเครื่องกรองน้ำในพื้นที่ที่จำเป็น รวมถึงการดำเนินการหรือประสานให้มีระบบบำบัดน้ำเสียที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ บริษัทมีการสื่อสารและประสานงานกับผู้ให้บริการจัดหาน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อาจเผชิญความตึงเครียดด้านน้ำ (Water-stressed Areas) เพื่อประเมินความเพียงพอของแหล่งน้ำและเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน โดยบริษัทมีการจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมการสำรองน้ำและการจัดหาน้ำจากแหล่งทางเลือกในกรณีฉุกเฉิน ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียเป็นสำคัญ
การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและการปกป้องรักษาป่าไม้
จากความมุ่งมั่นในการขยายการให้บริการโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เอไอเอสจึงได้ติดตั้งโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะสถานีฐาน ซึ่งเป็นการกระจายเครือข่ายสัญญาณให้เข้าถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ทุกพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การขยายโครงสร้างพื้นฐานมีโอกาสอยู่ในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ดังนั้น ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์และปกป้องรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ เอไอเอสจึงดำเนินการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานอย่างรัดกุมและถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมกับนำตัวชี้วัดตามหลักสากลมาใช้ติดตามผลการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายที่จะไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียคุณค่าด้านความหลากหลายทางชีวภาพสุทธิ (No Net Loss: NNL) และไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้สุทธิ (No Net Deforestation) ภายในปี พ.ศ. 2570
นอกจากนี้ เอไอเอสได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพเบื้องต้น (Preliminary Report of Biodiversity Risk Assessment) สำหรับการดำเนินธุรกิจเมื่อปี พ.ศ. 2566 และมีการทบทวนผลการประเมินและมาตรการเป็นประจำทุกปี ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ การปรับเปลี่ยนลักษณะการดำเนินธุรกิจ กฎหมายในประเทศ หรือมาตรฐานสากล เป็นต้น บริษัทจะพิจารณาประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพอีกครั้ง
สำหรับการประเมินความเสี่ยง บริษัทได้พิจารณาความเสี่ยงทั้งในแง่ของการพึ่งพา (Dependency-related risks) และผลกระทบ (Impact-related risks) ที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงาน จากการประเมิน พบว่าสถานีฐานของเอไอเอสจำนวน 1,654 แห่ง ตั้งอยู่หรืออยู่ห่างจากพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพในรัศมี 1 กิโลเมตร เอไอเอสจึงได้กำหนดแนวทางในการบริหารจัดการความเสี่ยงและลดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเริ่มตั้งแต่การเลือกพื้นที่ การออกแบบและก่อสร้างสถานีฐาน ไปจนถึงการดำเนินงานและการซ่อมบำรุง
การบริหารจัดการในห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ
การมีส่วนร่วมของคู่ค้า
เอไอเอสให้ความสำคัญกับการสร้างการมีส่วนร่วมด้านความยั่งยืนกับคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 บริษัทได้มีการจัดประชุมหารือกับคู่ค้า รายสำคัญทั้งห้าภูมิภาคทั่วประเทศไทย เพื่อสื่อสารกลยุทธ์ เป้าหมาย แนวทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการขอความร่วมมือจากคู่ค้าให้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท เช่น นำเสนอแนวทางการเก็บข้อมูล และวิธีการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 รวมถึงตัวอย่างแนวทางเบื้องต้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการทำงานให้กับคู่ค้า เป็นต้น โดยในปี 2568 บริษัทได้หารือกับคู่ค้าทั้งหมด 57 ราย ครอบคลุมคู่ค้าจากหลากหลายประเภทธุรกิจ
การมีส่วนร่วมของลูกค้า
เอไอเอสยกระดับ myAIS ให้เป็นศูนย์กลางการทำธุรกรรมต่าง ๆ ตอบโจทย์ลูกค้าที่หลากหลาย เปลี่ยนผ่านไปสู่การทำ ธุรกรรมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ (Full-E) ที่สะดวกและใช้งานง่าย โดยพัฒนาและปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมและจัดการบริการต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองอย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ การพัฒนาดังกล่าว ส่งผลให้จำนวนธุรกรรมผ่านแอป myAIS เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะเดียวกัน การใช้งานบริการ e-Bill และ e-Receipt ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องรวม 298 ล้านรายการ จากการลดการใช้กระดาษและการเดินทาง
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้
27,095  ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
ตารางสรุปผลการดำเนินงาน
หัวข้อ หน่วย 2565 2566 2567 2568
GHG Emission    
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม (Scope 1 และ 2) tCO2e 675,497 704,264 798,881 820,916
+ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1)
tCO2e 7,411 9,351 30,349 28,787
+ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 2)
tCO2e 668,086 694,913 768,532 792,129
- Location-based
tCO2e 668,086 694,913 768,559 793,194
- Market-based
tCO2e 668,086 694,913 768,532 792,129
สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 tCO2e ต่อเทระไบต์ 0.032 0.026 0.018 0.016
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 3) tCO2e 456,538 414,205 729,107 638,547
+ ประเภท 1: ผลิตภัณฑ์และบริการที่จัดซื้อ
tCO2e 234,742 179,328 191,612 211,642
+ ประเภท 2: สินทรัพย์ทุน
tCO2e 75,985 85,857 128,932 50,795
+ ประเภท 3: กิจกรรมที่เกี่ยวกับเชื้อเพลิงและพลังงาน
tCO2e 89,963 100,310 154,494 147,483
+ ประเภท 4: การขนส่งและกระจายผลิตภัณฑ์ต้นน้ำ
tCO2e - - 9,399 10,555
+ ประเภท 5: ของเสียจากการดำเนินงาน
tCO2e - - 460 705
+ ประเภท 6: การเดินทางเพื่อธุรกิจ
tCO2e - - 930 1,043
+ ประเภท 7: การเดินทางของพนักงาน
tCO2e - - 14,190 13,754
+ ประเภท 8: สินทรัพย์เช่า
tCO2e - - 82 89
+ ประเภท 9: การขนส่งและกระจายผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ
tCO2e - - 0 0
+ ประเภท 10: การแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย
tCO2e - - 0 0
+ ประเภท 11: การใช้งานผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย
tCO2e 55,848 48,710 186,832 192,765
+ ประเภท 12: การจัดการซากผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย
tCO2e - - 256 848
+ ประเภท 13: สินทรัพย์ให้เช่า
tCO2e - - 8,031 8,868
+ ประเภท 14: แฟรนไชส์
tCO2e - - - -
+ ประเภท 15: การลงทุน
tCO2e - - - -
พลังงาน    
การใช้พลังงานรวม เมกะวัตต์-ชั่วโมง 1,394,989 1,456,351 1,694,322 1,751,026
เทระจูล 5,022 5,243 6,100 6,304
การใช้พลังงานสิ้นเปลืองรวม เมกะวัตต์-ชั่วโมง 1,370,796 1,423,592 1,642,405 1,690,920
เทระจูล 4,935 5,125 5,913 6,087
+ การใช้พลังงานทางตรง: น้ำมัน และอื่นๆ
เมกะวัตต์-ชั่วโมง 34,356 33,488 105,033 106,345
เทระจูล 124 121 378 383
+ การใช้พลังงานทางอ้อม: พลังงานไฟฟ้า
เมกะวัตต์-ชั่วโมง 1,336,440 1,390,104 1,537,372 1,584,575
เทระจูล 4,811 5,004 5,535 5,704
การใช้พลังงานทดแทน เมกะวัตต์-ชั่วโมง 24,193 32,759 51,917 60,106
เทระจูล 87 118 187 216
สัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน % การใช้พลังงานไฟฟ้า 1.73 2.25 3.06 3.97
ค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานในศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ (PUE) หน่วย 1.505 1.502 1.58 1.55
การใช้พลังงานรวมในศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ เมกะวัตต์-ชั่วโมง 83,851 89,629 117,214 121,984
สัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน ในศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ % การใช้พลังงานไฟฟ้า 1.74 1.69 1.30 1.19
ต้นทุนการใช้พลังงานรวม ล้านบาท 5,798 6,877 7,628 7,505
การใช้น้ำ  
ปริมาณการดึงน้ำมาใช้ ลูกบาศก์เมตร 198,751 199,734 283,156 249,364
น้ำจากบุคคลที่สาม
ลูกบาศก์เมตร 194,762 194,870 275,926 240,029
อยู่ในแหล่งน้ำที่มีความตึงเครียดด้านน้ำ
ลูกบาศก์เมตร - - - 125,663
น้ำใต้พื้นดิน
ลูกบาศก์เมตร 3,989 4,864 7,230 9,336
อยู่ในแหล่งน้ำที่มีความตึงเครียดด้านน้ำ
ลูกบาศก์เมตร 3,989 4,864 7,230 -
ปริมาณการปล่อยน้ำทิ้ง ลูกบาศก์เมตร 101,322 68,871 114,064 101,101
ปริมาณการบริโภคน้ำทั้งหมด ลูกบาศก์เมตร 97,429 130,863 169,092 148,263

Climate-related Reports
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมรวมถึงโครงการอื่น ๆ ได้ที่หัวข้อ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในรายงานการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนประจำปี 2568